Search:
HomeSearchInviteTrip&TrickEntertainmentUpdate news Signup Login
 
สวัสดีปีใหม่ ปี 2552...เรื่องอิฐสองก้อน
Dec. 26, 2008 11:50 - 0 comments - [ post comment ]
Written by: dulron2008

เช้าวันนี้ได้อ่านบทความธรรมะเรื่องหนึ่งในนิตยสารออนไลน์ฉบับหนึ่ง รู้สึกดีมากๆ เลยนำมาแบ่งปันกันอ่านเช่นเดิม เป็นเรื่องราวที่พระอาจารย์พรหมวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าโพธิญาณ ประเทศออสเตรเลียเคยเล่าเอาไว้ในหนังสือ "ชวนม่วนชื่น" ชื่อของเรื่องนี้คือ "อิฐสองก้อน" ค่ะ

ดิฉันขออนุญาตคัดลอกเรื่อง 'อิฐสองก้อน' ในบทนำของนิตยสารธรรมะออนไลน์ 'ธรรมะไกล้ตัว' ฉบับที่ ๐๕๘ พฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ มาไว้ที่แห่งนี้ค่ะ

...เห็นความแตกแยกทะเลาะเบาะแว้งของผู้คนในประเทศ ในช่วงที่ผ่านมาแล้วกลับมาคิดดูอีกที ที่จริงแล้ว ถึงแม้จะไม่มีเหตุการณ์บ้านเมืองมาเป็นปัจจัยก็ตามแต่ในชีวิตประจำวันของการอยู่ร่วมกัน การมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในสังคมเล็ก ๆ ย่อย ๆ เราต่างคนต่างก็มีเรื่องให้กระทบกระทั่งผิดใจกันได้ไม่ยากในทุก ๆ วันอยู่แล้วนะคะ

บ้างคนนี้ก็เข้าใจผิดคนโน้น บ้างคนโน้นก็ไม่พอใจคนนี้ บ้างคนนี้ก็พูดจาไม่เข้าหูคนนั้น บ้างคนนั้นก็ไม่ยอมคนโน้น ฯลฯ จนบางทีที่เคยเห็นเดินกอดคอกันอยู่ ก็พลอยโกรธขึ้งมึนตึงต่อกันไปได้ง่ายดาย

ทั้งที่บางเรื่องอาจเป็นเพียงน้ำผึ้งหยดเดียวเท่านั้นเอง แต่สำหรับบางคน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บางเรื่อง ก็กลับเป็นเรื่องที่ยากจะอภัยต่อกัน

พระอาจารย์พรหมวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าโพธิญาณ ประเทศออสเตรเลียเคยเล่าเรื่อง "อิฐสองก้อน" ไว้ในหนังสือ "ชวนม่วนชื่น"  ไว้อย่างน่าฟังทีเดียวค่ะพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็เลยอยากนำมาเล่าให้คุณผู้อ่านที่ยังไม่เคยอ่านได้ฟังกันดูนะคะ  (อ่านต่อได้ที่ Tip of Inspiration)


13 ข้อคิด...เลือกเกม(ส์)คอมพิวเตอร์ให้กับลูกคุณ (Computer games for your kids)
Dec. 25, 2008 09:58 - 0 comments - [ post comment ]
Written by: dulron2008

ดิฉันเชื่อว่า ตอนนี้แทบทุกครอบครัวชนชั้นกลางต้องมีคอมพิวเตอร์ไว้ที่บ้านหรือที่พักอาศัย เพื่อทำงาน บันเทิง เล่นอินเตอร์เน็ต แช็ต (chat) เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง ฟัง mp3 ฯลฯ ถ้าครอบครัวใดมีเด็กหรือมีลูก ก็ต้องเพิ่มวัตถุประสงค์อีกอันหนึ่งก็คือ เพื่อการศึกษา

แต่ดิฉันคิดว่า เด็กสมัยนี้ไม่ได้เล่นอินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษาอย่างเดียว แต่ต้องมีการเล่นเกมพ่วงเข้ามาด้วย ต้องทำใจค่ะ มีผู้ปกครองท่านหนึ่งให้ข้อคิดว่า ให้ลูกเล่นอินเตอร์เน็ต เล่นคอมพิวเตอร์ที่บ้าน (แล้วเราค่อยสอดส่องดูแล ให้คำแนะนำ) ยังดีกว่าปล่อยให้ลูกเล่นที่ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ (นะจ๊ะ)

ลองอ่านข่าวตรงข้างล่างนี้ดีกว่าค่ะ ชี้ให้เห็นอะไรได้หลายอย่าง

ผลสำรวจของ สวช.ชี้เผยเด็ก 73% เล่นเกม รองลงมาใช้คุย/แชท ระบุ 5 พฤติกรรมไม่เหมาะสมในร้านเกมทั้งถูกข่มขู่รีดไถ เคยถูกทำร้ายร่างกาย ติดหนี้ร้านอินเทอร์เน็ต ถูกลวนลามทางเพศ

น.ส.นันทิยา สว่างวุฒิธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการดำเนินงานตามโครงการร้านเกมสีขาวเพื่อเยาวชน ในการส่งเสริมให้มีร้านเกมสีขาวเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งในปัจจุบันมีร้านเกมและอินเทอร์เน็ตที่เข้ายื่นจดทะเบียนขอใบอนุญาตจำนวน 23,270 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นร้านเกมสีขาว 705 แห่ง คือ มีมาตรฐานที่สูงในการปกป้องเด็ก โดยในปี 2552 สวช.ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนร้านเกมสีขาวให้ได้มากถึง 2,000 แห่ง

ในขณะเดียวกัน ยังได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการสายด่วนร้านเกมและอินเทอร์เน็ต สอบถามแจ้งเรื่องราวต่างๆ ผ่านทางตู้ ปณ. 4 ปณฝ. สุทธิสาร กรุงเทพ 10321 และเปิดเว็บไซต์ www.safetycyber.org เพื่อให้ภาคสังคมช่วยกันสอดส่องดูแลร้านเกมร่วมกันด้วย

น.ส.นันทิยา กล่าวต่อไปว่า สวช.ได้สำรวจความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับพฤติกรรมการเข้าร้านเกมและอินเทอร์เน็ตที่ผ่านมา พบว่า เด็ก 70% เล่นอินเทอร์เน็ตเป็นประจำทุกสัปดาห์ ร้านเกมและอินเทอร์เน็ตถือเป็นสถานที่ยอดนิยม เพราะมีเกมที่หลากหลายและราคาไม่แพง สำหรับสาเหตุของการเข้าร้านเกมและอินเทอร์เน็ต ระบุว่า 73% เล่นเกม 39% คุย/แชท และ 32% หาข้อมูล

ส่วนพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่เด็กและเยาวชน พบเห็นในร้านอินเทอร์เน็ต 5 อันดับแรก คือ 1. ถูกข่มขู่รีดไถ 2 เคยถูกทำร้ายร่างกาย ตบตีชกต่อย
3. เป็นหนี้ร้านอินเทอร์เน็ต 4. ถูกลวนลามทางเพศ และ 5. การถูกบังคับ อาทิเช่น สูบบุหรี่ บังคับให้ซื้อของ ซึ่งที่ผ่านมา แม้จะมีการดูแล ควบคุม และตรวจร้านเกมและอินเทอร์เน็ตเป็นระยะ ก็ยังมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า จากสำรวจของสถาบันวิจัย CMR Market Research เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ร้านอินเทอร์เน็ตใน 4 ประเทศ คือ ประเทศไทย รัสเซีย ฟิลิปปินส์ และยูเครน พบว่าเด็กไทยใช้บริการอินเทอร์เน็ตในร้านเพื่อการเล่นเกมเป็นอันดับ 1 ถึง 86% อันดับ 2 ฟิลิปปินส์ 66% อันดับ 3 ยูเครน 56% และอันดับ 4 รัสเซีย 51% ส่วนเรื่องการใช้บริการเพื่อการสนทนาออนไลน์ อันดับ 1 ฟิลิปปินส์มากถึง 71% ยูเครน 59% ไทย 49% และรัสเซีย 42%

ที่มา : สำนักข่าวเนชั่น
วันที่ 12 ธ.ค. 2551


เอาล่ะค่ะ ตอนนี้ดิฉันขออนุญาตเสนอข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ ในการเลือกสรรเกมคอมพิวเตอร์ให้กับบรรดาลูกหลานของคุณเล่นอย่างปลอดภัย และตัวคุณก็สบายใจด้วย เพราะการเลือกเกมที่มีประโยชน์และไม่มีผลร้ายให้ลูกเล่น เป็นงานที่ท้าทายพ่อแม่อย่างยิ่ง เพราะเกมจำนวนมากแสดงออกถึงความโหดร้ายรุนแรง มีฉากที่ใช้ผู้หญิงเป็นเหยื่อ พวกคอมมิวนิสต์เป็นศัตรู ฯลฯ

1.จัดหาเกมที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นมาแทนที่เกมที่เน้นความรุนแรง เช่น เกมที่ยิงแหลก เกมไร้คุณธรรม ฯลฯ

2.ถ้าเป็นเกมที่เริ่มซับซ้อนขึ้น สมาชิกท่านอื่นๆ ในครอบครัวควรร่วมกันเล่นสนุกและช่วยสอนความรู้แก่เด็กด้วยไปในตัว

3.ผู้เชี่ยวชาญเกมคอมพิวเตอร์กล่าวว่า เกมที่มีความรุนแรงระดับปานกลาง เช่นเกมที่เป็นการยิงเป้า (ไม่ใช่ยิงคน) หรือเกมประเภทกีฬา จะช่วยให้เด็กสงบลง เปิดโอกาสให้เด็กได้ปลดปล่อยความก้าวร้าวในตัวออกมา

4.เกมหลายเกมช่วยสร้างเสริมทักษะความสัมพันธ์ระหว่างประสาทตากับมือ ทักษะในเรื่องมิติและตรรกะ การวางกลยุทธ์ เกมที่ดีที่สุดจะต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ออกแบบสิ่งที่เป็นรูปธรรมและไกล้ตัว ฝึกการแก้ปัญหา และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

5.ผู้ใหญ่ควรสนับสนุนให้เด็กเล่นเกมการศึกษาด้วย เพราะเด็กหลายคนที่เล่นเกมดังกล่าว จะมีความกระตือรือร้น เต็มไปด้วยคำถามและไฝ่รู้เรื่องใหม่ๆ นอกจากนี้ เกมยังช่วยกระตุ้นกระบวนการเรียนรู้และการเรียนด้วย

6.เด็กหลายคนจะสนุกกับการสร้างโลกส่วนตัวในคอมพิวเตอร์ การศึกษาจะผสมผสานไปได้ดีกับการเล่นสนุก

7.ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่า ผู้ปกครองต้องควบคุมการเล่นเกม ระยะเวลาในการเล่น และควรทำกิจกรรมอย่างอื่นในเวลาว่าง โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องใช้ความว่องไว เช่น แบดมินตัน ฟุตบอล ฯลฯ ผู้ปกครองควรคุยกับลูกเรื่องตารางเวลาให้เข้าใจ ก่อนที่อนุญาตให้ลูกเล่นคอมพิวเตอร์ เพราะเมื่อเด็กเริ่มเล่นแล้ว ก็ยากมากที่จะหยุดเล่นได้

8.ผู้ปกครองควรวางกฏในการเล่นเกม เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกติดจนไม่ยอมเลิก

9.ข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ อย่าให้เด็กนั่งไกล้จอมากเกินไป

10.ตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ในห้องนั่งเล่นซึ่งเป็นศูนย์กลางของบ้าน จะช่วยหลีกเลี่ยงอันตรายจากการนั่งเล่นเกมคนเดียวในห้องมืดๆ ได้

11.ผู้ปกครองควรส่งเสริมให้ลูกเห็นว่า การเล่นเกมไม่จำเป็นต้องเล่นคนเดียวเสมอไป ควรส่งเสริมให้ลูกพาเพื่อนมาเที่ยวบ้าน
เพื่อเล่นเกมคอมพิวเตอร์พร้อมๆ กันหลายคน เพราะว่าการแข่งกับคนอื่นจะท้าทายกว่าการแข่งกับตรรกะของโปรแกรมในเครื่อง

12.อ่านคำอธิบายเกมหลังกล่องอย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงเกมที่รุนแรง พ่อแม่ที่สามารถซื้อคอมพิวเตอร์ให้ลูกมักไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก
พ่อแม่ควรหาเวลาคุยกับลูกและช่วยเหลือในการเลือกซื้อเกมที่เหมาะสม

13.ทางเดียวที่รู้ว่าเกมเป็นอย่างไรก็คือ ต้องลองเล่นเกมนั้น

แน่นอนว่า เกมคอมพิวเตอร์ไม่อาจทำให้เด็กเรียนหนังสือเก่ง แต่ก็เป็นวิธีสนุกๆ ในการกระตุ้นความคิด และนำเด็กสู่โลกแห่งเทคโนโลยีได้นะคะ

แหล่ง: <a href="http://inspirationtip.blogspot.com" title = "เคล็ดลับ ทิป และแรงบันดาลใจสำหรับทุกๆ คน">Tip of Inspiration</a>


"เสรีพิศุทธ์" กร้าว! ด่าลูกน้องไม่หนักหัวใคร
Mar. 3, 2008 18:05 - 0 comments - [ post comment ]
Written by: Banky

 ผบ.ตร.กร้าว ด่าลูกน้องไม่หนักหัวใคร ลั่น ไม่กลัวหลังถูกเด้งฟ้าผ่ายังมีเวลาถล่มคืน ฟุ้งมีคนหนุนจำนวนมาก

 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวขณะเข้ารายงานตัวที่ทำเนียบรัฐบาลโดยระบุว่าตนจะต่อว่าลูกน้องว่าอย่างไร ถือเป็นสิทธิ์ของตน และลูกน้องตนชอบให้ต่อว่า ซึ่งคำที่ใช้เห็นว่าเหมาะสมและไม่ทำให้หนักหัวใคร โดยมั่นใจว่าตนไม่มีความผิด และไม่ต้องพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี

พร้อมกับไม่เดือดร้อนหากไม่ได้รับมอบหมายงาน นอกจากนี้ยังไม่ท้อถอยและยังรอที่จะมีวันข้างหน้าเผื่อที่จะได้ถล่มใครคืนกลับบ้าง ทั้งนี้ กรณีที่มีการเช่ารถตู้นั้น ยืนยันว่า เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีซึ่งมีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะไม่รู้เรื่อง ขณะพร้อมที่จะรอผลการสอบสวนก่อนดำเนินการฟ้องศาลอาญาต่อไป

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังระบุว่า ตนมีผู้สนับสุนนเป็นจำนวนมาก หากเป่านกหวีดเรียกก็พร้อมที่จะมากันมากมาย

ตาม concept ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า อนาคตถ้าสมัครพลาดพลั้งเจอจวกคืนแน่นอน


แต่งงานกับสาวไซด์ไลน์ ความท้าทายของผู้ชายรักจริง
Jan. 24, 2008 15:27 - 3 comments - [ post comment ]
Written by: keroro

เรื่องจริงของผู้ชายคนหนึ่งกับแฟนสาว ที่อดีตเคยหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็น สาวไซด์ไลน์ (ขายตัว)


เมื่อแรกรัก น้ำต้มผักก็ว่า "หวาน" ถูกต้องทุกประการ
แต่.... "รักแท้ คือ รักที่หัวใจ มิใช่ สิ่งของปรุงแต่งภายนอก" เป็นความถูกต้องที่สุด
นั่นเพราะ ธรรมชาติของคนเรานั้น เมื่อพบกันครั้งแรก ย่อมต้องประพฤติตัวให้เป็นที่ "ต้องตาต้องใจ" ต่อฝ่ายตรงข้าม
ความถูกใจหรือความชอบพอจึงเกิดขึ้นเพียงเพราะความประทับใจครั้งแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป "ตัวตน" ที่แท้จริงของแต่ละฝ่ายย่อมเผยให้เห็น
หากแต่ละฝ่ายไม่สามารถยอมรับกับความ "แท้จริง" การเลิกราย่อมเกิดขึ้น แต่หากเข้าใจและยอมรับกับความเป็นจริง นั่นจึงเรียกว่ารักแท้

เต๋า ช่างภาพหนุ่มอิสระ วัย 28 ปี ยอมเปิดเผยเรื่องราวความรักกับแฟนสาว ที่อดีตเคยหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็น สาวไซด์ไลน์ ว่า เขารักภรรยาของเขาด้วยใจจริง แม้จะรู้ว่าเธอเคยมีอดีตเป็นเช่นไร


เจ้าของเรื่องราว เล่าย้อนถึงที่มาที่ไปในความรักของเขาว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาพักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมย่านรามอินทรา กับรุ่นพี่อีกคนหนึ่ง
ซึ่งขณะเดียวกัน แฟนสาวก็ได้อาศัยอยู่คอนโดฯ เดียวกัน กับเพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งรุ่นพี่และเพื่อนของแฟนได้เกิดอาการ "ปิ๊งกัน"
เมื่อตกกลางคืน แต่ละฝ่ายต่างก็ชวนเพื่อนร่วมห้องออกมาหาของกิน เรื่องราวความรักจึงเกิดขึ้น ณ จุดนั้น
จากความใกล้ชิดเพราะเพื่อนร่วมห้อง ที่เป็นเหมือน สะพานให้คนทั้งสองได้พบกัน บวกกับความเอาใจใส่
ทำให้เต๋า เริ่มใจอ่อน เต๋าตกลงใจคบกันแฟนสาวอย่างจริงจัง และในที่สุดเธอผู้นี้ก็เป็น ผู้หญิงคนแรก ของเต๋า
หลังจาก "ค่ำคืน" แรกของเต๋า เขาบอกด้วยความรู้สึกของ "ผู้ชาย" ว่า เขาไม่ใช่ผู้ชายคนแรกของเธอ
ซึ่งแฟนสาวก็ได้ยอมรับความจริงว่า เธอเคยมีสัมพันธ์กับแฟนเก่ามาแล้ว 2 คน
ซึ่งเมื่อเต๋ารู้ ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเขาไม่ใช่ผู้ชายที่ยึดติดกับเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศของผู้หญิง
คำ สารภาพ ของแฟนสาว มิได้ทำให้เขาหมดรัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมหลายอย่างในตัวแฟนสาวกลับทำให้เขาเริ่มสงสัย
"ไม่ได้ทะลึ่งหรือลามกนะครับ แต่ของอย่างนี้ สังเกตได้ หลักฐานบางอย่างมันฟ้อง
แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดคือ บ่อยครั้งที่ผมเห็นแฟนนั่งซึม เหมือนมีอะไรเก็บไว้ในใจ แต่ไม่ยอมบอก
แล้วหลังจากที่คบกันประมาณ 1 ปี เราเริ่มขัดสนเรื่องเงิน แฟนผมก็จะไป "ขอยืมเงิน" จากพี่ผู้ชายคนหนึ่ง
แรกๆ ไม่คิดอะไร แต่ว่าหลังๆ เริ่มไปบ่อย ไปแล้วกลับมาก็จะได้เงินติดมือครั้งละ 1,000-2,000 บาท
จนวันหนึ่ง ตอนออกไป เขาถักเปีย แต่ขากลับปล่อยผมที่ยังแห้งไม่สนิท ผมจึงถามว่าไปไหนมา
เมื่อซักมากๆ เข้า เขาก็บอกว่าพี่เขาชวนกินเบียร์ และถูกข่มขืน แล้วก็บอกกับผมแต่เพียงว่า
พี่ผู้ชายคนนี้เป็นผู้มีพระคุณ ซึ่งตอนนั้นไม่ค่อยเชื่อเท่าไร ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ว่า น่าจะมีความจริงอะไรบางอย่างปิดบังผมอยู่"


เต๋าอยู่กับความสงสัยได้ 3 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมา เริ่มมีการทะเลาะกัน ความไม่เข้าใจก็ยิ่งก่อตัวมากขึ้น
จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งหลังจากที่แต่ละคนกลับมาถึงบ้าน เริ่มทะเลาะกันอีกเพราะแฟนสาวไม่อยู่บ้านอีกแล้ว
ความอดทนของเต๋ามีจำกัด เขาจึงตัดสินใจพูดคุยกับแฟนสาวอย่างเปิดอก
"ตอนนั้น ผมไม่รู้นะว่าเขาเป็นอะไร แต่ทนไม่ไหวแล้ว เพราะยิ่งอยู่กันไป ยิ่งไม่เข้าใจ ผมไม่สนใจว่าคำตอบมันจะเป็นยังไง
เป็นสิ่งที่ผมกังวลหรือเปล่า แต่ขอให้รู้ก่อน รับได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที ผมพูดว่าเลิกกันดีกว่า
แฟนผมเลยพูดว่าถ้าจะเลิกจริงๆ เขาจะเล่าสิ่งที่ผมสงสัยมาตลอด แล้วเขาก็บอกว่า
เขาเคยขายตัวมาก่อนที่จะคบกับผม และทำเป็นอาชีพหลัก ไม่ได้ทำเล่นๆ เป็นครั้งคราว เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็มๆ"
แฟนสาวของเต๋า เปิดใจเล่าสิ่งที่เก็บกดไว้ในใจไป ร้องไห้ไป เธอตอบคำถามเต๋าทุกคำถามอย่างตรงไปมา
ไม่ว่าจะเป็น สาเหตุที่ตัดสินใจ "ขายตัว" , วิธีการหาลูกค้า, แต่ละวันได้ลูกค้ามากน้อยแค่ไหน, ทำมานานเท่าใดแล้ว
รวมทั้ง "ผู้ชายอุปถัมภ์" คนนั้นด้วยว่า เป็นขาประจำของเธอ
"ผมรู้ว่าเธอเจ็บปวดมาก เพราะตลอดเวลาเธอร้องไห้ไปเล่าไป ร้องไห้จนตัวโยน สะอึกสะอื้น หูตาแดงไปหมด
เพราะเธอบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่เธออยากจะลืม แต่ทำยังไงก็ลืมอดีตที่ก้าวพลาดของเธอไม่ได้สักที
เธอบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกผิดและอยากจะสารภาพเรื่องนี้กับผม"
แม้จะมีพื้นฐานความคิดเรื่องความรักที่ไม่สนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแต่เมื่อได้ยินเช่นนี้
เขาก็ยอมรับว่า "อึ้ง" ไปเหมือนกัน แต่เต๋ายืนยันว่า เขาไม่มีท่าทีรังเกียจใดๆ
"ในเมื่อแฟนผมเขากล้าเปิดเผยความจริงขนาดนี้กับผม ผมก็คิดว่า นี่ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด
หากกล้าเล่า ก็คงจะไม่มีอะไรปิดบังหรือโกหกอีก คุยเปิดใจกันชั่วโมงกว่า จากที่ตั้งใจว่าจะเลิก ก็เปลี่ยนใจ
เปลี่ยนเป็นขอแต่งงานแทน ซึ่งเขาก็ตกใจเล็กน้อยว่าทำไมผมถึงยังรักเขาทั้งๆ ที่เขามีอดีตที่เลวร้าย"


คำตอบคือ "ความจริงใจ"
"สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนจากเลิกเป็นแต่งงาน คือ ความจริงใจล้วนๆ เพราะผมไม่สามารถตอบได้ว่า ทำไมผมถึงรักแฟนผม
เพราะเวลารักใครผมรักด้วยใจ 100% ไม่มีเหตุผลเลย ส่วนเรื่อง "นั้น" ผมไม่คิดมากอยู่แล้ว
เพราะสมมุติว่าหากเราอยู่กับแฟนแล้วมีอะไรกันทุกวัน แล้วในช่วงก่อนหน้านั้น เขาก็ไปมีอะไรกับผู้ชายทุกวัน
เพียงแต่เปลี่ยนหน้าไป ผมว่ามันก็ไม่ต่าง"
เต๋าบอกปิดท้ายด้วยว่า นับจากวันที่ได้เปิดใจ 2 ปีแล้ว ทุกวันนี้เขาก็ยังรักกับแฟนสาวเหมือนเดิม
มีบ้างที่ทะเลาะกัน แต่เขาไม่เคยนำเรื่องราวในอดีตพูดให้เจ็บช้ำน้ำใจ หรือแสดงท่าทีรังเกียจใดๆ ทั้งสิ้น
ที่สำคัญเมื่อได้เปิดใจกันแล้ว ทุกอย่างก็ราบเรียบ มีความสุข สบายใจกันมากขึ้น
การใช้ชีวิตคู่ มิใช่แค่ความรักอย่างเดียวจะสามารถประคับประคองให้คนทั้งสองคนเดินทางไปตลอดด้วยความปลอดภัย
แต่ความจริงใจและการยอมรับทั้งส่วนดี และส่วนบกพร่องของกันและกัน จะช่วยให้ชีวิตรักเปี่ยมไปด้วยความสุขที่แท้จริง

เอามาจาก : http://sex.sanook.com/romance/inlove/inlove_42582.php


มารู้จักผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส (KFC)
Jan. 16, 2008 14:42 - 2 comments - [ post comment ]
Written by: keroro

อนุสรณ์แห่งความล้มเหลว
พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ
เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี
ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง
เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน
แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความ สุขอยู่ได้ไม่นานนัก อายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป
เพราะทนใช้ชีวิตกับ เขาไม่ได้
ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว
แต่เขาก็ยัง ต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลว เหมือนเดิม
เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา
หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี


แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง (แล้ว)

แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง !
แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมด
สิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือ การทำอาหาร
ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้าน
กาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา

ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร
แต่เขา    กลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา
เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ
เขาเปลี่ยนความ คิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ
 

เพราะเขา รักและคิดถึงเธอเหลือเกิน
เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน
เขาวางแผน ทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว
ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง
เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของ
เขา เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ "ลักพาตัวเธอ!"

แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนก
อยู่บ้าง
แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขา มีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา
...
วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย
แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว
เขารู้สึกเหมือนคนที่ พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า
และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะ ต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต

แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้
พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนอายุ 65
ปี
วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์
( ราวสี่พันบาท)
เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว
ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิต อยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้
ชีวิต ของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนาน
เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล
เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป      เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า " จะฆ่าตัวตาย "
เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง
นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ    ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม

แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญา
เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี    และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่
เหลืออยู่
เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า    เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสัก
อย่างเลย ! (เพิ่งนึกได้)

เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้
บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่ ! เขารู้วิธีปรุงอาหาร
ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง
ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ
เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน
และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา

เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกัน
สังคมฉบับต่อไปของเขา ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและ ไก่จำนวนหนึ่ง
จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงาน ที่ร้านกาแฟนั้น
เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา

แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส
ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง

ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี
เขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ
เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร ์ส เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จ
ที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้น
ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก
ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน

จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือ
มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ "สู้ต่อ" หรือ "ยอมแพ้"
สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จ

แล้วชีวิตของคุณหละ ล้มเหลวมากพอหรือยัง ?


Star Wars 501 Stage Show in Toys & Hobby Event
Jan. 13, 2008 18:19 - 0 comments - [ post comment ]
Written by: unhit


อย่านำความผิดหวังของเมื่อวานมาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้
Jan. 8, 2008 22:06 - 3 comments - [ post comment ]
Written by: keroro

ก๊อปมาจากเมล์อะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

หัดพูดแต่ด้านบวก แล้วจะรู้ว่า มีคนอีกมากมายที่รักเรา
หัดยิ้ม แล้วจะรู้ว่า เราคือคนที่น่ารัก
หัดฟาดฟันกับอุปสรรค แล้วจะรู้ว่า เราคือคนที่เข้มแข็ง
ลองทน แล้วจะรู้ว่า เรามีความอดทนยิ่งกว่าใคร
ลองออกกำลังกายทุกวัน แล้วจะรู้ว่า เราคือมนุษย์เจ้าพลังคนหนึ่ง
ลองคิดเอาชนะ แล้วจะรู้ว่า เราสามารถเอาชนะตัวเองได้ไม่ยาก
ลองคิดให้ใหญ่ แล้วจะรู้ว่า เรามีความสามารถอย่างน่าแปลกใจ


นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่ง ได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขา โดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้นมาในห้องที่มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน แล้วเขาก็พูดว่า ' ใครอยากได้แบงค์ 1 , 000 นี้บ้าง' มือได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก และเขาก็พูดต่อว่า 'ฉันจะให้เงินแบงค์ 1, 000 นี้แก่หนึ่งในพวกท่าน แต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำอย่างนี้' เขาเริ่มที่จะขยำ ๆ เงินนั้นแล้วเขาก็ถามอีกว่า 'ใครจะยังต้องการมันอีก' ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก 'ดี' เขาตอบ ' แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ' และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้นและเริ่มที่เหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่และสกปรก 'ตอนนี้ใครยังต้องการมันอีก' ก็ยังคงมีคนยกมืออีก ' เพื่อน ๆ คุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่า ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ยังต้องการมันอยู่ เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย มันก็ยังคงมีค่า 1, 000 บาทอยู่นั่นเอง เหมือนกับ หลาย ๆ ครั้งในชีวิตของเรา ที่ถูกทิ้ง ถูกเหยียบย่ำ และถูกทำให้สกปรก โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ ทำให้เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราลดน้อยลง แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้น หรืออะไรที่จะเกิดขึ้น คุณไม่เคยสูญเสียคุณค่าของคุณ คุณเป็นคนพิเศษ อย่าลืมมันตลอดไป!
' อย่านำความผิดหวังของเมื่อวานมาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้ '


ราชกิจจาฯประกาศห้ามหยุด-จอดรถ ให้เดินรถทางเดียวในซอยต่างๆทั่วกทม.
Jan. 3, 2008 22:52 - 0 comments - [ post comment ]
Written by: Banky

มีผลบังคับใช้วันที่ 4 มกราคม 2551 ครับ

 

ราชกิจจาฯประกาศห้ามหยุด-จอดรถ ให้เดินรถทางเดียวในซอยต่างๆทั่วกทม.

 ซ.ภาวนา เฉยพ่วง รัชดา รวมถึงถ.ราชดำเนิน และถ.พรานนก หน้ารพ.ศิริราช เพื่อช่วยลดปริมาณรถติดในเมืองหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๑ ราชกิจจานุเบกษา ได้ออกประกาศข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วย การห้ามหยุดห้ามจอดรถทุกชนิด และกำหนดให้รถเดินได้ทางเดียวในถนนหรือซอยต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วยปรากฏว่าปริมาณรถที่ใช้ในถนนหรือซอยต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร มีอัตรามากขึ้น ประกอบกับพื้นผิวการจราจรมีน้อยทำให้เกิดปัญหาการจราจร ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการจราจร จึงจำเป็นต้องจัดระเบียบการจราจรในถนนหรือซอยต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑. ข้อบังคับนี้เรียกว่า 'ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วย การห้ามหยุดห้ามจอดรถและกำหนดให้รถเดินได้ทางเดียว ในถนนหรือซอยต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๐'

๒. ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

๓. ห้ามหยุดห้ามจอดรถทุกชนิดและกำหนดให้รถเดินได้ทางเดียวตามเงื่อนไขในถนน หรือซอยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

๓.๑ ซอยจตุโชติ ถนนสุขาภิบาล ๕ จากปากซอยเข้าไปเป็นระยะ ๕๐ เมตร ห้ามหยุด ห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลาทั้งสองฝั่ง

๓.๒ ซอยรามอินทรา ๔๐ ถนนรามอินทรา จากปากซอยด้านถนนรามอินทรา และจากปากซอยด้านถนนนวลจันทร์เข้าไปเป็นระยะ ๕๐ เมตร ห้ามหยุดห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลาทั้งสองฝั่ง ต่อจากระยะดังกล่าว ห้ามจอดรถทุกชนิด ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ น. - ๐๙.๐๐ น. และเวลา ๑๖.๐๐ น. - ๒๐.๐๐ น.นอกเวลาห้าม ให้จอดสลับวันคู่ - วันคี่ ไปตลอดซอย

๓.๓ ซอยภาวนา (ซอยลาดพร้าว ๔๑) จากปากซอยเข้าไปเป็นระยะ ๕๐ เมตร ห้ามหยุดห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลาทั้งสองฝั่ง ต่อจากระยะดังกล่าวจนถึงคลองลาดพร้าว ห้ามจอดรถทุกชนิด ตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐ น. - ๒๐.๐๐ น.

๓.๔ ถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งเหนือ ห้ามจอดรถทุกชนิดทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่สะพานข้ามคลองทวีวัฒนาถึงแนวกำแพง บริษัท สหเอเซียโลหะภัณฑ์ จำกัด (ระยะทางประมาณ ๒๐๐ เมตร) ตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐ น. - ๐๙.๐๐ น. และเวลา ๑๖.๐๐ น. - ๑๘.๐๐ น. เว้นวันหยุดราชการ

๓.๕ ถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ ห้ามจอดรถทุกชนิดทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่แยกถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ ถึงแยกถนนบางบอน ๕ ตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐ น. - ๐๙.๐๐ น. และเวลา ๑๕.๐๐ - ๑๘.๐๐ น.เว้นวันหยุดราชการ

๓.๖ ซอยพระราม ๒ ที่ ๘๒ ถนนพระราม ๒ จากปากซอยเข้าไปเป็นระยะ ๕๐ เมตร ห้ามหยุดห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลาทั้งสองฝั่ง ต่อจากระยะดังกล่าวถึงสถานีรถไฟรางโพธิ์ ห้ามจอดรถทุกชนิดตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ น. - ๐๙.๐๐ น. และเวลา ๑๖.๐๐ น. - ๑๙.๐๐ น. นอกเวลา ห้ามให้จอดสลับวันคู่ - วันคี่

๓.๗ ซอยเพชรเกษม ๒๑ ถนนเพชรเกษม ตั้งแต่ปากซอยเข้าไปถึงแยกที่ ๑ ห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลาทั้งสองฝั่ง

๓.๘ ซอยเพชรเกษม ๔๐ ถนนเพชรเกษม ตั้งแต่ปากซอยเข้าไปถึงเชิงสะพานข้ามคลองบางจาก ห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลาทั้งสองฝั่ง

๓.๙ ซอยเพชรเกษม ๔๒ ถนนเพชรเกษม ตั้งแต่ปากซอยเข้าไปถึงสามแยกเข้าโครงการท่าพระคอมเพล็กซ์ ห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลาทั้งสองฝั่ง

๓.๑๐ ซอยเพชรเกษม ๖๙ ถนนเพชรเกษม จากด้านถนนเพชรเกษมและจากด้านสะพานข้ามคลองภาษีเจริญเข้าไปเป็นระยะ ๕๐ เมตร ห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลาทั้งสองฝั่ง ต่อจากระยะดังกล่าว ฝั่งขาเข้าห้ามจอดรถทุกชนิดตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ น. - ๑๐.๐๐ น. และเวลา ๑๕.๐๐ น. - ๒๑.๐๐ น.ฝั่งขาออก (ฝั่งติดเลียบคลองทวีวัฒนา) ห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลาไปตลอดซอย

๓.๑๑ ถนนรัชดา ๓๒ และ ๓๖ ถนนรัชดา จากปากซอยเข้าไปเป็นระยะ ๕๐ เมตร ห้ามหยุดห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลาทั้งสองฝั่ง

๓.๑๒ ซอยวิภาวดีรังสิต ๙ (เฉยพ่วง) ถนนวิภาวดี กำหนดให้รถเดินได้ทางเดียวโดยให้เข้าทางถนนพหลโยธินไปออกทางถนนวิภาวดีรังสิต ตลอดเวลา

ส่วนถนนราชดำเนินกลางใต้ ตั้งแต่แยกตะนาวถึงแยกซอยดาวสยาม กำหนดให้รถเดินได้ทางเดียวโดยให้เข้าทางด้านถนนตะนาวออกทางด้านซอยดาวสยาม และห้ามจอดรถทุกชนิดตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ - ๐๙.๐๐ น. และเวลา ๑๖.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. ไปตลอดถนน

ถนนพรานนก ฝั่งด้านตรงข้ามกับโรงพยาบาลศิริราช (ฝั่งทิศใต้) ตั้งแต่แยกศิริราชถึงท่าน้ำพรานนก ห้ามจอดรถทุกชนิดตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. เว้นวันอาทิตย์ 
   
ที่มา :www.matichon.co.th และ พี่บอย CCR ครับ


No one is perfect. คุณก็ไม่ perfect ผมก็ไม่perfect
Dec. 26, 2007 11:55 - 6 comments - [ post comment ]
Written by: Banky
แหล่งที่มา Forward Mail
 
ผมในฐานะผู้ชายไทยคนหนึ่งที่รักภรรยามากๆ อยากจะเล่าเรื่องตัวเองกับภรรยาให้ฟังบ้างครับ ภรรยาผมตั้งแต่คบมา 12 ปีนั้น ไม่เคย:
 

1 ทำงานบ้านใดๆเลย ไม่ชอบและไม่ทำ มีบ้างนานๆครั้ง นับครั้งได้
2 ไม่ทำอาหารให้ทานเลย
3 ไม่ชอบเลี้ยงสัตว์ในบ้าน ผมรักหมามาก แต่ เมียไม่ให้เลี้ยงก็ไม่เลี้ยง (วุ้ย) เมียกะหมานะ เลือกหมา เอ้ย เมียอยู่แล้ว
4 ไม่เคยพูดคำหวานหรือ ให้การด์ในวันสำคัญ ผมต่างหาก ชอบ surprise เค้าทุกครั้ง (มีบ้างที่เค้าให้การด์คือ ผมทวง!)
5 รายได้ผม เดือนเป็นแสนๆ เค้าเก็บบริหารในบ้านหมด ผมได้ใช้อาทิตย์ละ 1500 ครับ น้อยกว่าเด็กจบใหม่อีก
6 ขี้บ่นมากๆๆ บ่นทุกเรื่องที่บ่นได้
7 ไม่ชอบแต่งตัว ไม่เคยแต่งหน้าไปทำงานในชีวิต
8 ไม่ค่อยเปิดมือถือ จนเพื่อนเค้ารำคาญกันไปหมดแล้ว
9 ไม่ชอบเดินห้าง ไม่ชอบของทันสมัย hit ซึ่งตรงข้ามกับผม
 

แต่....
 
ผมรักเธอมากยิ่งกว่าชีวิตผม ผมตายแทนเมียได้ทุกเมื่อ เงินประกันชีวิตเป็นชื่อเธอคนเดียว ทุกข้อที่ยกตัวอย่าง ส่วนใหญ่ผมรับได้แต่ต้น บางข้อผมอึดอัดในตอนต้นแต่คุยกันแล้ว ผมรับได้ครับและตามใจเธอทุกอย่าง อะไรที่ทำแล้ว แฟนผมมีความสุข ผมทำให้ได้ทุกอย่าง ทุกวันนี้ ชินและมีความสุขมากๆๆ ถ้าภรรยาผมไปปรับปรุงตัวเองให้เด่นหรือแปลกไป ผมรับไม่ได้ครับ เพื่อนมีล้อว่า กลัวเมียบ้าง ผมเฉยครับและบอกว่า ผมมีความสุขมากๆอยู่แล้ว ไม่แคร์ใครครับ ระวังเพื่อนกับเมีย ผมเลือกเมียครับ เวลาคุณแก่ เวลาคุณป่วย เวลาคุณจะตาย คุณจะกุมมือเพื่อนแล้วร้องไห้หรือป่าวครับ? ลูกเมียต่างหาก คือ คนที่จะแบ่งปัน ทั้งสุขและทุกข์กับเรา ผมโชคดีที่มีเพื่อนดีๆที่ไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวผมเยอะมากๆ ชีวิตผม ผมเลือกเองครับ ผมรักของผมแบบนี้
 

สิ่งที่จะบอกทุกคนคือ
 
1 คุณเลือกแฟนของคุณแบบนี้เอง ถ้าเค้าไม่ถูกใจจะไปบ่นทำไม
 

2 No one is perfect. คุณก็ไม่ perfect ผมก็ไม่perfect แต่ ถ้าคนสองคนรักกันมากๆ เราจะมองแต่ข้อดีของกันและกันครับ Positive thinking กับชีวิตครับ แล้ว ชีวิตจะมีความสุข
 

3 อย่าไปเปรียบเทียบชิวิตคู่เรากับคนอื่น เทียบสูงไม่เท่า เทียบต่ำยังเหลือ เรายังโชคดีกว่าคนหลายล้านในโลกที่มีโอกาส รัก และ ถูกรัก หลายคนไม่มีโอกาสแม้แต่จะเดิน พูด หรือ ทานข้าวเอง ผมและครอบครัวเพิ่งไปบริจาคเงินและเลี้ยงเด็กพิการปากเกร็ดมา ชีวิตหลายร้อยชีวิตในที่แห่งนั้น ลำบากกว่าเราเป็นร้อยเป็นพันเท่า และใครบางคนมัวแต่วิจารณ์สิ่งที่ไม่ดีของคนข้างตัวที่ เราเป็นคนเลือกเอง นิ้วหนึ่งนิ้วที่ชี้ต่อว่า แฟนคุณนั้น อีกสี่นิ้วชี้หาตัวคุณเองนะครับ ถ้าคุณเบื่อแฟนคุณเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วไปมีคนใหม่ เดี๋ยวคุณก็หาเรื่อง ติ หาเรื่องว่า แฟนคนใหม่คุณได้อีก คุณไม่รักและภูมิใจในแฟนคุณ แล้ว ใครจะรักครับ และผมไม่อยากให้ผู้หญิงเอาเรื่องผมไปให้แฟนคุณอ่านเพื่อให้ทำตาม คนไม่ใช่หุ่นยนต์ครับ กรุณาเคารพตัวตนปัจเจกชนของผู้ชายแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันด้วย เพราะผู้หญิงหลายคนหรือคุณเองก็ทำสิ่งดีๆที่แฟนผมทำมากมายให้ผมไม่ได้
 

ภรรยาของผมมีข้อดีเป็นล้านๆๆข้อ มากกว่าข้อเสียเก้าข้อข้างต้น เช่น เป็นเด็กเรียน ไม่เคยเที่ยวกลางคืนในชีวิต ไม่ดื่มเหล้าเบียร์และเล่นอบายมุขใดๆ และเป็นคนใจบุญมากๆ ท่องชินบัญชรได้คล่อง ตอนแต่งงาน ท่องบทสวดได้หมด ผมไม่ได้เลย! อายสุดๆๆ สุดท้ายผมก็พัฒนาเรื่องทางธรรมไปให้ใกล้เธอมากที่สุด พยายามครับ, ภรรยาผมให้นมลูกเองมาสองปีกว่า เหนื่อยมากๆ แต่ เธอไม่บ่นสักคำ ผมซึ้งมากครับ มีกี่คนในประเทศที่เป็นแบบนี้ ผมภูมิใจของผมเองนะ ไม่ได้โอ้อวด, ผมจะถอยรถAccord ป้ายแดงให้ภรรยา เธอยืนยันขอขับรถเล็กคันเก่าสองแสนโลแล้ว ไปเรื่อยๆ รถซื้อมาราคาลดสมชื่อ เก็บเงินให้ลูกดีกว่า เธอว่างั้นครับ เรื่องอื่นๆฟุ่มเฟือยไม่ต้องพูดถึง เธอใช้มือถือรุ่นเก่าสุดครับ ยิ่งไปกว่านั้น ผมเป็นแฟนคนแรกในชีวิตเธอครับ เดี๋ยวนี้อย่าถามวัยรุ่นสมัยนี้เลยครับเรื่องนี้
 

อายุสามสิบต้นๆ เราปลดหนี้บ้าน 150 ตารางวาแถวรามคำแหง ราคาตลาดตอนนี้ 8-10 ล้านในเวลาเพียง 6 ปี เรามีรถหลายคัน เรามีทุกอย่างที่เราอยากได้ มีเงินเก็บเป็นล้าน ไปเที่ยวเมืองนอกทุกปี ด้วยการบริหารเงินในบ้านของเธอ เราคิดว่า ก่อนสี่สิบเราสามารถเกษียณตัวเองได้ ถ้าเราอยากทำ ทั้งที่เราสองคนเริ่มต้นจากศูนย์ทั้งคู่ โหนรถเมล์มาด้วยกัน ทุกอย่างมาจากสองมือเรา ไม่มีจากที่บ้านเลยเพราะที่บ้านเราทั้งสองรับราชการทั้งคู่
 

ผมอยาก สรุปสั้นๆว่า ถ้าเรามัวหลงละเลิงกับกิเลสรอบข้างไม่ว่าจะเป็นกิ๊กใหม่ที่ดูสาวกว่าแฟนเรา ดูหนุ่มดูดีกว่าแฟนเรา ปรับตัวเราไปให้ดึงดูดเค้า เราจะไม่มีวันพอใจกับคู่และชีวิตเลยครับ คุณจะเหนื่อยตลอดชีวิตและไม่มีวันพบรักแท้
 
ลองนึกเล่นๆว่า ถ้าสมัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่เราสมัยนั้น เป็นแบบรุ่นเราบางคน สังคมไทยคงวิบัติสุดๆครับ เราคงไม่อยากให้รุ่นลูก รุ่นหลานของเรานำด้านไม่ดีของรุ่นเราไปปรับใช้นะครับ เหรียญมีสองด้านครับ อยู่ที่มองด้านไหน คุณอาจจะปรับตัวเองเพื่อหลอกบางคน บางเวลาได้ แต่คุณหลอกทุกคน ทุกเวลาไม่ได้ เป็นตัวของตัวเองดีที่สุดครับ เค้าจะรักที่ตัวคุณ ไม่ใช่เสื้อผ้า เครื่องประดับหรือเงินคุณ
 

จงพอใจกับคู่ของคุณเพราะ "คุณเป็นคนเลือกเองครับ"
 
ก่อนมาเขียนก็เกริ่นๆกับภรรยาแล้วแต่เค้าไม่อยากให้มาเล่าเรื่องส่วนตัวให้คนอื่นฟังแต่ ผมคิดว่า จำเป็นครับที่อยากให้ทุกท่านโหวตให้ผมครับเพื่ออีกกระทู้ชู้กิ๊กนั้นจะได้ตกไป และ สังคมไทยจะได้มีอีกมุมมองที่แตกต่างกันไปในทางที่ดีครับ


สุดยอดดดดดดดดดดดดด  คำนับ

hi5 - Who's in
Dec. 24, 2007 22:25 - 4 comments - [ post comment ]
Written by: lunakizz
hi5 - Whos in

alt

hi5 คืออะไร ??

ก่อนจะมาพูดกันว่า hi5 คืออะไร ผมจะกล่างก่อนว่า รู้จัก hi5 ได้อย่างไร...

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณสักครึ่งปีที่แล้ว หาดคุณเป็นคนหนึ่งที่มี email เป็นของตัวเอง ได้เล่น msn และมีเพื่อนกับเขาบ้าง

คุณมักจะได้รับ email จากใครสักคน (ซึ่งอาจเป็นเพื่อนของคุณหรือคนที่คุณไม่รู้จักก็ได้) มาในลักษณะนี้

alt

และแน่นอนว่ามันมีให้คลิกแค่ที่เดียว ซึ่งขึ้นอะไรก็ไม่รู้ด้วย...

ไอสามัญชนคนธรรมดาอย่างเราๆก็ต้องอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา ก็เลยคลิกมันเข้าไป ก็เลยเป็นอย่างนี้ขึ้นมา

alt

พอเราคลิกเส็ดปุ๊บมันก็หลับหูหลับตาเด้งไปเด้งมาจนเข้ามาหน้าตาอย่างที่เห็นด้านบนนี้...

ไอสามัญชนคนธรรมดาอย่างเรา (อีกที) ก็ต้องหลับหูหลับตาสมัครมันเข้าไป (มัดมือชกกันนี่หว่า -*-)

เสร็จแล้วก็เป็นอย่างที่เห็นด้านล่าง...

alt
ให้เราหลับหูหลับตาอัปโหลดรูปแล้วก็เด้งไปหน้าต่อปาย (อีกแล้ว...)

alt

เอ้า คราวนี้จะให้ทำอะไรอีกล่ะ กรอก email, password หลายคนอาจระแวง มันอะไรเนี่ย จะโดน hack มั๊ยวะเนี่ย...

แต่ที่สุดแล้ว ผมก็ใส่ให้มันทำอะไรก็ไม่รู้ของมันต่อไป ซึ่งมาถึงตอนนี้ได้รู้แล้วว่ามันคือขั้นตอนการชวนเพื่อนมาเล่น hi5

และเพื่อนๆของเราก็จะกลับไป (หลับหูหลับตา) ทำอย่างที่เราทำกันมาน่ะแหละ (นี่มันลูกโซ่นี่หว่า...)


เพราะยังงี้ ตอนนี้มัน ( hi5 ) ถึงมีสมาชิกมากกว่า 50 ล้านคนทั่วโลกไงฮะ

ส่วนตัวผมยอมรับความคิดของมันในการหาสมาชิกว่า เจ๋งจริงๆ คิดไปได้ ใช้ email ชวนสมัคร
แต่!! ไม่ชอบเลยกับการที่มันไม่ให้โอกาสเราตัดสินใจ อย่างน้อยๆก็น่าจะมีให้คลิกปฏิเสธคำชวนมั่งนะ อย่างนี้มันมัดมือชกกันนี่หว่า...


« Last Page  |  viewing entries 1-10 of 18  |  Next Page »