Feb. 4, 2008 17:28 -
1 comments
เล่นเกมจับคู่ แล้วแจกมือถือ PhoneOne 1 เครื่อง ลองไปเล่นกันดูน๊า http://www.you2play.com/activity/monthly/Feb2008
Jan. 24, 2008 15:27 -
3 comments
เรื่องจริงของผู้ชายคนหนึ่งกับแฟนสาว ที่อดีตเคยหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็น สาวไซด์ไลน์ (ขายตัว)
เมื่อแรกรัก น้ำต้มผักก็ว่า "หวาน" ถูกต้องทุกประการ แต่.... "รักแท้ คือ รักที่หัวใจ มิใช่ สิ่งของปรุงแต่งภายนอก" เป็นความถูกต้องที่สุด นั่นเพราะ ธรรมชาติของคนเรานั้น เมื่อพบกันครั้งแรก ย่อมต้องประพฤติตัวให้เป็นที่ "ต้องตาต้องใจ" ต่อฝ่ายตรงข้าม ความถูกใจหรือความชอบพอจึงเกิดขึ้นเพียงเพราะความประทับใจครั้งแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป "ตัวตน" ที่แท้จริงของแต่ละฝ่ายย่อมเผยให้เห็น หากแต่ละฝ่ายไม่สามารถยอมรับกับความ "แท้จริง" การเลิกราย่อมเกิดขึ้น แต่หากเข้าใจและยอมรับกับความเป็นจริง นั่นจึงเรียกว่ารักแท้ เต๋า ช่างภาพหนุ่มอิสระ วัย 28 ปี ยอมเปิดเผยเรื่องราวความรักกับแฟนสาว ที่อดีตเคยหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็น สาวไซด์ไลน์ ว่า เขารักภรรยาของเขาด้วยใจจริง แม้จะรู้ว่าเธอเคยมีอดีตเป็นเช่นไร
เจ้าของเรื่องราว เล่าย้อนถึงที่มาที่ไปในความรักของเขาว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาพักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมย่านรามอินทรา กับรุ่นพี่อีกคนหนึ่ง ซึ่งขณะเดียวกัน แฟนสาวก็ได้อาศัยอยู่คอนโดฯ เดียวกัน กับเพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งรุ่นพี่และเพื่อนของแฟนได้เกิดอาการ "ปิ๊งกัน" เมื่อตกกลางคืน แต่ละฝ่ายต่างก็ชวนเพื่อนร่วมห้องออกมาหาของกิน เรื่องราวความรักจึงเกิดขึ้น ณ จุดนั้น จากความใกล้ชิดเพราะเพื่อนร่วมห้อง ที่เป็นเหมือน สะพานให้คนทั้งสองได้พบกัน บวกกับความเอาใจใส่ ทำให้เต๋า เริ่มใจอ่อน เต๋าตกลงใจคบกันแฟนสาวอย่างจริงจัง และในที่สุดเธอผู้นี้ก็เป็น ผู้หญิงคนแรก ของเต๋า หลังจาก "ค่ำคืน" แรกของเต๋า เขาบอกด้วยความรู้สึกของ "ผู้ชาย" ว่า เขาไม่ใช่ผู้ชายคนแรกของเธอ ซึ่งแฟนสาวก็ได้ยอมรับความจริงว่า เธอเคยมีสัมพันธ์กับแฟนเก่ามาแล้ว 2 คน ซึ่งเมื่อเต๋ารู้ ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเขาไม่ใช่ผู้ชายที่ยึดติดกับเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศของผู้หญิง คำ สารภาพ ของแฟนสาว มิได้ทำให้เขาหมดรัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมหลายอย่างในตัวแฟนสาวกลับทำให้เขาเริ่มสงสัย "ไม่ได้ทะลึ่งหรือลามกนะครับ แต่ของอย่างนี้ สังเกตได้ หลักฐานบางอย่างมันฟ้อง แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดคือ บ่อยครั้งที่ผมเห็นแฟนนั่งซึม เหมือนมีอะไรเก็บไว้ในใจ แต่ไม่ยอมบอก แล้วหลังจากที่คบกันประมาณ 1 ปี เราเริ่มขัดสนเรื่องเงิน แฟนผมก็จะไป "ขอยืมเงิน" จากพี่ผู้ชายคนหนึ่ง แรกๆ ไม่คิดอะไร แต่ว่าหลังๆ เริ่มไปบ่อย ไปแล้วกลับมาก็จะได้เงินติดมือครั้งละ 1,000-2,000 บาท จนวันหนึ่ง ตอนออกไป เขาถักเปีย แต่ขากลับปล่อยผมที่ยังแห้งไม่สนิท ผมจึงถามว่าไปไหนมา เมื่อซักมากๆ เข้า เขาก็บอกว่าพี่เขาชวนกินเบียร์ และถูกข่มขืน แล้วก็บอกกับผมแต่เพียงว่า พี่ผู้ชายคนนี้เป็นผู้มีพระคุณ ซึ่งตอนนั้นไม่ค่อยเชื่อเท่าไร ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ว่า น่าจะมีความจริงอะไรบางอย่างปิดบังผมอยู่" เต๋าอยู่กับความสงสัยได้ 3 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมา เริ่มมีการทะเลาะกัน ความไม่เข้าใจก็ยิ่งก่อตัวมากขึ้น จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งหลังจากที่แต่ละคนกลับมาถึงบ้าน เริ่มทะเลาะกันอีกเพราะแฟนสาวไม่อยู่บ้านอีกแล้ว ความอดทนของเต๋ามีจำกัด เขาจึงตัดสินใจพูดคุยกับแฟนสาวอย่างเปิดอก "ตอนนั้น ผมไม่รู้นะว่าเขาเป็นอะไร แต่ทนไม่ไหวแล้ว เพราะยิ่งอยู่กันไป ยิ่งไม่เข้าใจ ผมไม่สนใจว่าคำตอบมันจะเป็นยังไง เป็นสิ่งที่ผมกังวลหรือเปล่า แต่ขอให้รู้ก่อน รับได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที ผมพูดว่าเลิกกันดีกว่า แฟนผมเลยพูดว่าถ้าจะเลิกจริงๆ เขาจะเล่าสิ่งที่ผมสงสัยมาตลอด แล้วเขาก็บอกว่า เขาเคยขายตัวมาก่อนที่จะคบกับผม และทำเป็นอาชีพหลัก ไม่ได้ทำเล่นๆ เป็นครั้งคราว เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็มๆ" แฟนสาวของเต๋า เปิดใจเล่าสิ่งที่เก็บกดไว้ในใจไป ร้องไห้ไป เธอตอบคำถามเต๋าทุกคำถามอย่างตรงไปมา ไม่ว่าจะเป็น สาเหตุที่ตัดสินใจ "ขายตัว" , วิธีการหาลูกค้า, แต่ละวันได้ลูกค้ามากน้อยแค่ไหน, ทำมานานเท่าใดแล้ว รวมทั้ง "ผู้ชายอุปถัมภ์" คนนั้นด้วยว่า เป็นขาประจำของเธอ "ผมรู้ว่าเธอเจ็บปวดมาก เพราะตลอดเวลาเธอร้องไห้ไปเล่าไป ร้องไห้จนตัวโยน สะอึกสะอื้น หูตาแดงไปหมด เพราะเธอบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่เธออยากจะลืม แต่ทำยังไงก็ลืมอดีตที่ก้าวพลาดของเธอไม่ได้สักที เธอบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกผิดและอยากจะสารภาพเรื่องนี้กับผม" แม้จะมีพื้นฐานความคิดเรื่องความรักที่ไม่สนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแต่เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็ยอมรับว่า "อึ้ง" ไปเหมือนกัน แต่เต๋ายืนยันว่า เขาไม่มีท่าทีรังเกียจใดๆ "ในเมื่อแฟนผมเขากล้าเปิดเผยความจริงขนาดนี้กับผม ผมก็คิดว่า นี่ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด หากกล้าเล่า ก็คงจะไม่มีอะไรปิดบังหรือโกหกอีก คุยเปิดใจกันชั่วโมงกว่า จากที่ตั้งใจว่าจะเลิก ก็เปลี่ยนใจ เปลี่ยนเป็นขอแต่งงานแทน ซึ่งเขาก็ตกใจเล็กน้อยว่าทำไมผมถึงยังรักเขาทั้งๆ ที่เขามีอดีตที่เลวร้าย"
คำตอบคือ "ความจริงใจ" "สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนจากเลิกเป็นแต่งงาน คือ ความจริงใจล้วนๆ เพราะผมไม่สามารถตอบได้ว่า ทำไมผมถึงรักแฟนผม เพราะเวลารักใครผมรักด้วยใจ 100% ไม่มีเหตุผลเลย ส่วนเรื่อง "นั้น" ผมไม่คิดมากอยู่แล้ว เพราะสมมุติว่าหากเราอยู่กับแฟนแล้วมีอะไรกันทุกวัน แล้วในช่วงก่อนหน้านั้น เขาก็ไปมีอะไรกับผู้ชายทุกวัน เพียงแต่เปลี่ยนหน้าไป ผมว่ามันก็ไม่ต่าง" เต๋าบอกปิดท้ายด้วยว่า นับจากวันที่ได้เปิดใจ 2 ปีแล้ว ทุกวันนี้เขาก็ยังรักกับแฟนสาวเหมือนเดิม มีบ้างที่ทะเลาะกัน แต่เขาไม่เคยนำเรื่องราวในอดีตพูดให้เจ็บช้ำน้ำใจ หรือแสดงท่าทีรังเกียจใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญเมื่อได้เปิดใจกันแล้ว ทุกอย่างก็ราบเรียบ มีความสุข สบายใจกันมากขึ้น การใช้ชีวิตคู่ มิใช่แค่ความรักอย่างเดียวจะสามารถประคับประคองให้คนทั้งสองคนเดินทางไปตลอดด้วยความปลอดภัย แต่ความจริงใจและการยอมรับทั้งส่วนดี และส่วนบกพร่องของกันและกัน จะช่วยให้ชีวิตรักเปี่ยมไปด้วยความสุขที่แท้จริง เอามาจาก : http://sex.sanook.com/romance/inlove/inlove_42582.php
Jan. 16, 2008 14:42 -
2 comments
อนุสรณ์แห่งความล้มเหลว พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความ สุขอยู่ได้ไม่นานนัก อายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป เพราะทนใช้ชีวิตกับ เขาไม่ได้ ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว แต่เขาก็ยัง ต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลว เหมือนเดิม เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง (แล้ว)
แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ! แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมด สิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือ การทำอาหาร ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้าน กาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร แต่เขา กลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ เขาเปลี่ยนความ คิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ เพราะเขา รักและคิดถึงเธอเหลือเกิน เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน เขาวางแผน ทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของ เขา เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ "ลักพาตัวเธอ!" แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนก อยู่บ้าง แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขา มีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา ... วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว เขารู้สึกเหมือนคนที่ พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะ ต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้ พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนอายุ 65 ปี วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์ ( ราวสี่พันบาท) เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิต อยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้ ชีวิต ของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนาน เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า " จะฆ่าตัวตาย " เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญา เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่ เหลืออยู่ เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสัก อย่างเลย ! (เพิ่งนึกได้) เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้ บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่ ! เขารู้วิธีปรุงอาหาร ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกัน สังคมฉบับต่อไปของเขา ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและ ไก่จำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงาน ที่ร้านกาแฟนั้น เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี เขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร ์ส เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จ ที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้น ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือ มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ "สู้ต่อ" หรือ "ยอมแพ้" สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จ แล้วชีวิตของคุณหละ ล้มเหลวมากพอหรือยัง ?
Jan. 8, 2008 22:06 -
3 comments
ก๊อปมาจากเมล์อะ ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ หัดพูดแต่ด้านบวก แล้วจะรู้ว่า มีคนอีกมากมายที่รักเรา หัดยิ้ม แล้วจะรู้ว่า เราคือคนที่น่ารัก หัดฟาดฟันกับอุปสรรค แล้วจะรู้ว่า เราคือคนที่เข้มแข็ง ลองทน แล้วจะรู้ว่า เรามีความอดทนยิ่งกว่าใคร ลองออกกำลังกายทุกวัน แล้วจะรู้ว่า เราคือมนุษย์เจ้าพลังคนหนึ่ง ลองคิดเอาชนะ แล้วจะรู้ว่า เราสามารถเอาชนะตัวเองได้ไม่ยาก ลองคิดให้ใหญ่ แล้วจะรู้ว่า เรามีความสามารถอย่างน่าแปลกใจ
นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่ง ได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขา โดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้นมาในห้องที่มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน แล้วเขาก็พูดว่า ' ใครอยากได้แบงค์ 1 , 000 นี้บ้าง' มือได้ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก และเขาก็พูดต่อว่า 'ฉันจะให้เงินแบงค์ 1, 000 นี้แก่หนึ่งในพวกท่าน แต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำอย่างนี้' เขาเริ่มที่จะขยำ ๆ เงินนั้นแล้วเขาก็ถามอีกว่า 'ใครจะยังต้องการมันอีก' ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก 'ดี' เขาตอบ ' แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ' และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้นและเริ่มที่เหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่และสกปรก 'ตอนนี้ใครยังต้องการมันอีก' ก็ยังคงมีคนยกมืออีก ' เพื่อน ๆ คุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่า ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ยังต้องการมันอยู่ เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย มันก็ยังคงมีค่า 1, 000 บาทอยู่นั่นเอง เหมือนกับ หลาย ๆ ครั้งในชีวิตของเรา ที่ถูกทิ้ง ถูกเหยียบย่ำ และถูกทำให้สกปรก โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ ทำให้เรารู้สึกว่าคุณค่าของเราลดน้อยลง แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้น หรืออะไรที่จะเกิดขึ้น คุณไม่เคยสูญเสียคุณค่าของคุณ คุณเป็นคนพิเศษ อย่าลืมมันตลอดไป! ' อย่านำความผิดหวังของเมื่อวานมาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้ '
Jan. 5, 2008 22:47 -
2 comments
ถ้ามีคนเข้าเยอะๆ มันจะค่อยๆสร้างบ้านสร้างเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอะ ช่วยกันสร้างเมืองหน่อยนะค๊า http://maybeami.myminicity.com/
Dec. 21, 2007 18:11 -
3 comments
แง่คิดอย่างนึง แต่ว่าคุณผู้หญิงทั้งหลายไม่ต้องเลียนแบบก็ได้นะ อิอิ +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ ตั้งแต่คบกับสมยศ ฉันก็มีแต่เรื่องเดือดร้อนและยุ่งยากใจ ล่าสุดฉันต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้านแต่เพียงคนเดียวเพราะสมยศไปทะเลาะกับเจ้านายเลยถูกให้ออกจากงาน
แรกพบความรัก ฉันรู้จักกับเขาก็เพราะติดตามเจ้านายไปที่โชว์รูมที่เขาเป็นพนักงานขาย เขามาต้อนรับและโฆษณาสรรพคุณของรถให้ฟังจนเจ้านายฉันตกลงซื้อ "แล้วคุณไม่สนใจดูไว้ใช้สักคันหรือครับ" ฉันแทบสะดุงเมื่อเขาหันมาถามฉันด้วยแววตาพราวระยับ ฉันเองเพียงสบตาเขาก็ตกหลุมรักแล้ว หลังจากวันนั้นเขาก็โทรมาหาและชวนไปทานข้าว เขาจีบฉันไม่ถึง 3 เดือน ฉันก็รับรักเขาและยอมเป็นแฟนเขาทันทีโดยไม่คิด
ทุกอย่างดูดีไปหมด เป็นที่รู้กันว่าหลังเลิกงานสมยศจะมารับฉันไปกินข้าวทุกวัน บางวันเขาก็ส่งกุหลาบช่อใหญ่มาพร้อมกับถ้อยคำหวานๆ ยามนั้นฉันเห็นอะไรเป็นสีชมพูไปหมด สมยศเพิ่งถอยรถเก๋งป้ายแดงมาคันหนึ่ง นัยว่าได้ราคาพิเศษเพราะเป็นพนักงาน ฉันเพิ่งมารู้ภายหลังว่าเขาบ้าฟุตบอลมากๆ พักนั้นเขามือขึ้น เล่นพนันได้หลายแสน เขาซื้อแหวนเพชรให้ฉันวงหนึ่ง "หมั้นไว้ก่อน รอให้รวยกว่านี้ ค่อยแต่งงานนะ" จากนั้นเขาก็เช่าคอนโดและชวนฉันอยู่ด้วย วันหยุดเขาก็จะพาฉันไปเที่ยวทะเลใกล้ๆอย่างหัวหิน หรือพัทยา ยอมรับว่าฉันมีความสุขเหลือเกินที่ได้เป็นแฟนเขา
ฟ้าเปลี่ยนสี ฉันกำลังสวยวันสวยคืนเพราะมีความสุข แต่ความสุขก็พัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงปีสมยศก็เริ่มเปลี่ยนไปเขาติดพนันหนักและพักหลังมักจะเสียมากกว่าได้ เขาหงุดหงิด หัวเสีย และหันไปดื่มเหล้าและเริ่มขาดงานบ่อยๆ วันหนึ่งเขาโทรมาหาฉันที่ออฟฟิศเพื่อขอยืมเงินหนึ่งหมื่นเพราะเสียพนันและต้องไปจ่ายค่างวดรถ และวันต่อมาเขาก็ให้ฉันจ่ายค่าคอนโด ค่าน้ำ ค่าไฟ แต่ที่ทำให้ฉันตกใจแทบช็อกก็คือ เขาโดนออกจากงาน
เมื่อเขาตกงาน ฟ้าของฉันบัดนี้เป็นสีดำ วันสิ้นเดือนพอฉันรับเงินเดือนก็ต้องเอามาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ สุดท้ายเหลือเงินไม่กี่พัน ส่วนสมยศไม่มีเงินติดกระเป๋าเลยแถมยังเป็นหนี้พนันบอลอีกหลายหมื่น วันๆฉันไม่เห็นเขาทำอะไรนอกจากดื่มเหล้า ฉันต้องเจียดเงินให้เขาไว้วันละ 200-300 บาท และฉันต้องเลี้ยงเขาไปอีกนานแค่ไหน
นี่หรือลูกผู้ชาย 3 เดือนผ่านไปโดยไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น เขาดื่มเหล้าเมาทุกวัน รถคันงามก็โดนยึดไป เพราะไม่ได้ผ่อน 4 เดือน เจ้าของคอนโดเองก็ทวงเช้าทวงเย็น เพราะค้างค่าเช่ามา 2 เดือน เงินเก็บของฉันที่อุตสาห์เก็บหอมรอมริบถูกถอนจนเกลี้ยงบัญชี ฉันรู้สึกหมดอาลัยตายอยากและไม่มีกะจิตกะใจในชีวิตทำงาน "ยศเราอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วนะ" ฉันตัดสินใจพูดกับเขา "แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง ตอนนี้ผมดวงตกอยู่ คุณก็เห็นๆอยู่" เขาตวาดกลับด้วยความโมโห "แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าฉันกำลังตั้งท้องได้ 2 เดือนแล้ว" ได้ยินแค่นั้นเขาก็ร้องเสียงหลง "คุณปล่อยท้องได้ยังไง หนี้สินท่วมหัวอยู่อย่างนี้ ขืนมีลูกแล้วจะเอาอะไรเลี้ยงมัน ไปทำแท้งซะ ไม่งั้นก็เชิญเลี้ยงลูกคนเดียว"
ทางใครทางมัน คำพูดของเขาทำให้ฉันช็อกไปพักหนึ่งแต่ก็ทำให้ฉันได้เห็นธาตุแท้ของเขา ไม่สมควรเอาชีวิตไปฝากไว้กับเขาที่แน่ๆเขาไม่สมควรจะเป็นพ่อของลูกฉันอย่างยิ่ง "ถ้าอย่างนั้น..ทางใครทางมันก็แล้วกัน" ฉันผลุนผลันเก็บเสื้อผ้าและข้าวของเท่าที่จำเป็นใส่ลงในกระเป๋า ขอไปให้พ้นผู้ชายไม่ได้เรื่องคนนี้
ฟางเส้นสุดท้ายคือเพื่อน ฉันนั่งแท๊กซี่ไปหาเพื่อนรักที่เรียนด้วยกันตั้งแต่สมัยมัธยม บ้านของเธออยู่ใกล้ๆเพียง 20 นาที แท็กซี่ก็พาฉันมาจอดที่หน้าบ้าน และโชคดีที่เธออยู่บ้านเสียด้วย ฉันเล่าเรื่องของตัวเองให้เพื่อนฟังอย่างหมดเปลือก
ฟ้าฟลังฝน วันรุ่งขึ้นฉันตัดสินใจไปทำแท้ง "ไม่ใช่ไม่มีปัญญาเลี้ยงแต่ฉันไม่อยากให้กรรมตกอยู่ที่ลูก" ฉันบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "มันก็แล้วแต่เธอล่ะ ชีวิตเป็นของเธอ" หลังทำแท้งฉันโทรไปลาป่วย และนอนซุ่มเลียแผลทั้งกายและใจอยู่ที่บ้านเพื่อนอย่างไม่มีกำหนด "วันนี้แฟนฉันจะมาที่บ้านและพาไปนอนกินลมชมวิวที่หัวหิน เธอไปกับฉันนะ เผื่อจะสบายใจขึ้น" ฉันยังไม่ทันพูดอะไรกริ่งหน้าบ้านก็ดัง เพื่อนฉันหายไปพร้อมโผล่มาพร้อมกับผู้หญิงผมซอยสั้น แต่งตัวทะมัดทะแมง เพื่อนฉันแนะนำว่าเป็นแฟนและบอกแฟนเธอว่าฉันไม่สบาย
ชีวิตใหม่ ฉันเองก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่าเพื่อนของฉันมีแฟนเป็นทอมและครองรักกันอย่างหวานชื่นจนดูน่าอิจฉา "แฟนฉันสมาร์ตมั้ยล่ะ แถมหล่อกว่าผู้ชายแท้ๆหลายคน ที่แน่ๆเธอดีกับฉันมากๆ เลี้ยงดูฉันอย่างดี ซื้อบ้านซื้อรถให้ เอาใจฉันทุกอย่าง ขอเพียงเราไม่นอกใจไปแลชายอื่น ที่สำคัญตั้งแต่เราคบกันฉันไม่ต้องกินยาคุมให้เมื่อย ฉันว่าเธอน่าจะมีแฟนเป็นทอมอย่างฉัน แล้วชีวิตจะสะดวกสบายไปหลายเรื่อง" ด้วยความที่ฉันเข็ดขยาดผู้ชายเพราะอยู่ๆไป พอพลาดพลั้งขึ้นมาก็ตั้งท้องแล้วก็ต้องไปทำแท้งเหมือนอย่างคราวที่แล้ว ผนวกกับเห็นความอ่อนหวานละเมียดละไมและเอาอกเอาใจแฟนดี้ของเธอราวกับเจ้าหญิง วันนี้ฉันจึงตัดสินใจมีแฟนเป็นทอม ซึ่งก็คือเพื่อนของแฟนเพื่อนฉันเอง
ขอบคุณบทความจาก Lisa ที่มา ผู้หญิงนะคะดอทคอม
Dec. 18, 2007 10:19 -
3 comments
แง่คิดดีดี อ่านไว้เป็นความรู้ก็ไม่เสียหายจ้า ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ ...ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาอันสูงตระหง่าน ทางภาคเหนือสุดของประเทศไทย บริเวณรอบ ๆ ของสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยแมกไม้นานาพันธ์ ซึ่งเขียวขจีสดใสอยู่ตลอดปี จึงทำให้บริเวณรอบ ๆ สถานที่แห่งนี้ เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ความชุ่มชื้นและความสงบสุขจากธรรมชาติโดยแท้จริง จึงทำให้มีทั้งสัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่ทั้งหลาย ได้พากันมาพักอาศัยอยู่ ณ ที่นี้เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความมีเมตตาธรรม ระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่กับสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างลงตัวทีเดียว
และ ณ ตรงสถานที่แห่งนี้เองได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาอย่างหนึ่ง ที่พวกท่านทั้งหลายควรจะศึกษาไว้เป็นความรู้หรือเป็นแนวทางที่จะนำไปคิด พิจารณาต่อไปดังนี้แล
ลูกของคนป่าผู้หนึ่ง ซึ่งขณะนี้เธอมีอาการนั่งซึมเศร้า เสียใจ น้ำตาไหลอยู่เนือง ๆ และมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจของเธอ ซึ่งเธอยังไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ สาเหตุที่เธอต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เธอได้ถูกพิษภัยของความรักทำร้ายเอาอย่างสาหัส ท่านพ่อของเธอได้ปล่อยให้เธออยู่เงียบ ๆ ตามลำพังเป็นเวลา ๓ วัน เพื่อต้องการให้เธอได้ใคร่ครวญ พินิจ พิจารณาในความทุกข์ที่เธอได้รับอยู่ขณะนี้ สำหรับสาเหตุที่เธอต้องได้รับพิษภัยของความรักนั้นก็เนื่องจากว่า มีคราวหนึ่งเธอได้ออกจากป่าไปสู่เมืองเพื่อกิจธุระบางอย่างของเธอ ในการไปสู่เมืองนี้เอง ทำให้เธอได้ไปพบกับความรักเข้า และต่อมาไม่นานก็ได้พบกับพิษของความรักเช่นกัน
หลังจากที่เธอได้ใคร่ครวญ พิจารณาอยู่นั้น เธอก็ได้พบกับสัจจะธรรมความเป็นจริงของคำว่า "ความรัก" ความรักเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์มากมาย และยังเป็นอันตรายมากมายอีกด้วย ดังนั้นเธอจึงได้ใคร่ครวญอยู่อย่างนี้จนกระทั่งอารมณ์ใจของเธอดีขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งเวลาได้ผ่านไปพอสมควรแล้ว ท่านพ่อของเธอซึ่งเฝ้าดูอาการของลูกมาตลอด และปล่อยให้ลูกได้รักษาแผลใจและกายเองที่บ้านป่า ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ ท่านจึงได้เอ่ยคำพูดของท่านออกมา เพื่อรักษาเยียวยาแผลใจให้ลูกของท่านว่า
"ลูกรักของพ่อ เจ้าร้องไห้พอแล้วหรือยัง น้ำตาของเจ้าบ่งบอกถึงความทุกข์ที่เจ้าได้รับ พ่อรู้ พ่อเห็น พ่อเข้าใจ แต่น้ำตาของเจ้าก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือดับทุกข์ให้เจ้าหรอกน่ะ สติและปัญญาต่างหาก ที่จะช่วยปลดปล่อยความทุกข์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเจ้าตอนนี้ได้
กาลเวลา ๓-๔ วันที่เจ้ากลับเข้าป่ามาหาพ่อ พ่อไม่รบกวนเจ้าหรือให้ความช่วยเหลือใด ๆ กับเจ้า เพียงเพราะพ่อต้องการสอนให้เจ้าได้หัดใช้สติปัญญา พิจารณาถึงเหตุของทุกข์ และทบทวนถึงความทุกข์ หรือปัญหาที่เจ้ากำลังประสบอยู่อย่างแสนสาหัส ณ เวลานี้
เอาละน่ะลูกรักของพ่อ เช็ดน้ำตาเสีย หยุดสะอื้นเสีย หยุดสะเทือนใจเสียและรักษาอารมณ์ใจให้สงบ วางอารมณ์ใจให้เบิกบาน แล้วเจ้าจะเห็นปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ ลูกรักของพ่อหากลูกไม่สงบอารมณ์เศร้า ลูกก็จะฟังคำสอนของพ่อไม่ได้แตกฉานจนเกิดปัญญา ถึงวิธีดับทุกข์ที่เจ้ากำลังประสบอยู่ขณะนี้ ลูกรักของพ่อ จงฟังให้ดีน่ะ
***ความรักประการที่ ๑ ความรักที่ดูว่าสุขและหวานหอม ชื่นใจ น่าเอ็นดู แต่กลับมีพิษภัยและทุกข์ที่สุดหาที่ประมาณไม่ได้ และยังสามารถติดตามผูกพันธ์กันข้ามภพข้ามชาติได้ ไม่ว่า ณ ปัจจุบันชาติจนถึงชาติภพข้างหน้า นั้นก็คือ "ความรักระหว่างเพศหญิงและเพศชาย" หรือความรักแบบที่มีกามฉันทะนี้เอง ความรักระหว่างเพศนี้จะเต็มไปด้วยความทุกข์และอันตราย จะทุกข์ตั้งแต่แรกที่เจ้าอยากให้เขารักเจ้า ทุกข์ท่ามกลางที่ต้องประคับประคองความรัก และความอบอุ่นของครอบครัว และสุดท้าย ทุกข์ที่จะต้องพลัดพรากจากคนรักของเจ้าหรือของครอบครัว ทุกข์ตั้งแต่แรกจนถึงประคับประคองความรักและครอบครัวของเจ้าให้เป็นปกติสุขนั้น ไม่ค่อยมีใครกล้าพูดกล้าสอนได้อย่างเต็มปาก บางครั้งอาจจะมีผู้กล้าชี้แนะสั่งสอนให้ แต่เจ้าหรือผู้ที่ตกอยู่ในหลุมรักนี้ก็ฟังไม่เข้าใจ หรือฟังไม่รู้เรื่อง จะฟังรู้เรื่องกันก็ตอนเมื่อได้รับพิษภัยจากความรักระหว่างเพศ ไม่มีใครผิด มันเป็นเรื่องของกรรมที่เจ้าได้กระทำมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงปัจจุบัน พ่อจึงสอนเจ้ากับทุกคนว่า ให้รักษาศีลข้อที่ ๓ เพื่อจะได้ไม่ได้รับทุกข์จากความรักระหว่างเพศมากนักนั่นเอง
หากเจ้าจะถามพ่อว่า เจ้าไม่เคยนอกใจหรือทำร้ายจิตใจคนรักของเจ้าเลย กลับเฝ้าดูแลถนอมความรักของเจ้า แต่เขากลับทำร้ายจิตใจเจ้าจนได้รับความทุกข์อยู่ขณะนี้ พ่อขอบอกเจ้าว่า แล้วในอดีตชาติล่ะ เจ้าก็เคยทำกับเข้าไว้เหมือนกันนะลูก เจ้าจงอดทน ให้อภัย แล้วเริ่มต้นใหม่ กับชีวิตใหม่ที่เป็นเอกเป็นหนึ่ง ซึ่งเจ้าจะพ้นแล้วในคำว่า "รักระหว่างเพศ"
***ความรักประการที่ ๒ ที่พ่อจะสอนลูกทุกคน คือ ความรักนี้เป็นความรักที่ทุกคนปรารถนา แต่มักจะลืมความรักนี้ไปเลยอย่างไม่มีเหตุผล นั่นก็คือ ความรักในตนเอง หรือความรักในตนของตน นั่นเอง
คนส่วนใหญ่ปรารถนาและเร่งทำทุกอย่าง เพื่อจะให้ผู้อื่นเห็นในความดี ความทุ่มเท อย่างที่ลูกทุ่มเทให้กับชีวิตครอบครัว คนรักของลูก ญาติสนิท มิตรสหายของลูก ผู้เป็นบ่าวเป็นนายของลูก หรือจะเป็นการทุ่มเทให้กับบุตรธิดาของลูก ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ความยากลำบากทางกายบ้าง ทางใจบ้าง โดยเฉพาะการกระทำเพื่อเอาอกเอาใจผู้อื่นนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องอดทน อดกลั้น อึดอัด จนลูกสามารถสัมผัสได้กับคำว่า "ทุกข์" ได้อยู่เป็นเนือง ๆ และทุก ๆ ชีวิตหรือทุกคนก็มักจะเจอทุกข์เช่นเดียวกันกับลูก จนตนเองไม่ได้ดูแลตนเองเลย การดูแลตนเอง ทำความเข้าใจตนเอง รู้จักตนเอง และฝึกฝนตนเอง จะนำพาตนเองให้พ้นทุกข์ พ้นจากวัฏฏะสงสาร พบสุขอย่างนิรันดร ไม่มีเสื่อมคลาย ลูกกลับไม่ได้ทำเพื่อตนเองเลย ลืมความรักตนเองไปเลย เฝ้าแต่ทำให้ผู้อื่นมารักตนเสียจนไม่มีเหตุผล ต่อไปนี้พ่อขอให้เจ้าจงอย่าลืมความรักที่สองนี้ แล้วเจ้าจะพบสุขนิรันดร
***ความรักประการที่ ๓ ที่พ่อจะสอนลูก คือ ความรักนี้เป็นความรักที่จอมปลอม หาความมั่นคงเที่ยงแท้ไม่ได้เลย นั่นก็คือ ความรักใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ความรักในทั้งหมดนี้ เมื่อลูกได้รักเข้าไปแล้ว ลูกจะต้องสะเทือนใจอยู่เป็นเนืองนิจ หาความสุขสงบไม่ได้เลย เพราะลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เหล่านี้ เมื่อมีขึ้นมาเมื่อไร หากเจ้าไม่ระวังทำใจหรือเข้าใจ และพร้อมที่จะได้รับความเสื่อมแล้ว เจ้าก็จะได้รับความทุกข์ตามมาทันที แล้วเจ้าจะพบว่า ความจอมปลอม เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยงแท้เกิดขึ้นตามมา เพราะเมื่อมีลาภ ก็ต้องมีเสื่อมลาภ มียศ ก็ต้องมีเสื่อมยศ มีสรรเสริญ ก็ต้องมีนินทา มีสุข ก็ต้องมีทุกข์ตามมาเช่นกัน
ลูกรัก จงมารู้จักความรักในข้อนี้เถิด แล้วเจ้าจงยกใจ กาย ของเจ้าออกจากความรักชนิดนี้เสีย จงอย่าสนใจในรักนี้เลย เพราะมันคือความรักที่จอมปลอม ไม่เที่ยงแท้น่ะลูกรักของพ่อ
***ความรักประการที่ ๔ เป็นความรักที่ต้องทุ่มเท และเต็มไปด้วยความผูกพันธ์ ห่วงใย เต็มไปด้วยภาระหาที่สุด หาที่ประมาณมิได้ นั่นก็คือ ความรักที่มีต่อ บุตร ธิดา ลูกหลาน บริวาร เจ้าจงพิจารณาให้เห็นว่า การที่เจ้ามีบุตร มีธิดา มีลูกหลานบริวารขึ้นมาแล้วนั้น ก็หมายถึงว่า ภาระ ความห่วงใย ความผูกพันธ์อันมากมายได้บังเกิดขึ้นแล้วในชีวิตของเจ้า และจะต่อเนื่องไปอย่างนี้ไม่มีจุดจบได้ง่าย ๆ ภาระ ความห่วงใย ความผูกพันธ์ที่เกิดขึ้นในใจและในกายของเจ้านี้ ทำให้เจ้าเกิดความหนักหน่วงแค่ไหนเจ้าคงได้รับสัมผัสแล้วและรู้แล้วนะ จงทำความเข้าใจและปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อย่าได้ละเลยในพันธะนี้ จนกว่าจะถึงจุด จุดหนึ่งที่เขาเจริญเติบโตด้วยหลักธรรม การดำเนินชีวิต และเข้าในชีวิตของเขา ภาระและความผูกพันธ์นี้ก็จะค่อย ๆ คลายตัว ผ่อนหนักเป็นเบาไปเอง
***ความรักประการที่ ๕ เป็นความรักสุดท้ายที่พ่อจะสอนให้เจ้า ความรักนี้ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่มากมาย หาที่สุด ที่ประมาณไม่ได้ หาได้ง่าย แต่คนส่วนใหญ่หาได้มองเห็นได้ง่าย ๆ ไม่ นั่นก็คือ "ความรักที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรักและเมตตาต่อสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสารนี้"
พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญบารมี เพื่อที่จะนำพาสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากภัยของวัฏฏะสงสารนี้ เมื่อพระองค์ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์จึงได้เที่ยวสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้เข้าถึงซึ่งพระธรรมอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพื่อต้องให้เข้าถึงอริยมรรค อริยผล และเข้าถึงซึ่งพระนิพพานต่อไป ความรักของพระองค์ที่มีต่อสรรพสัตว์นั้น หาที่สุด หาที่ประมาณมิได้เลย
ลูกรัก เจ้าเข้าใจความรักแล้วหรือยัง จงเห็นปกติธรรมดาของความรักแต่ละชนิดนี้ เจ้าจงเลือกเอาว่า เจ้าจะต้องการความรักแบบไหน ชนิดไหน ที่ทำให้เจ้ามีความสุขที่สุดและเป็นความสุขที่แท้จริงตลอดไปน่ะลูกนะ ความรักที่เจ้าเคยพลาดตกหลุมเข้าไปแล้ว ก็จงใช้สติปัญญาประคับประคองไปจนถึงจุด จุดหนึ่ง แล้วมันจะค่อย ๆ คลายตัวไปเองนะจ๊ะ ลูกรักของพ่อ
ลูกจง สงบ สดชื่น เบิกบาน แจ่มใส เหมือนเดิมของลูกน่ะ ชีวิตรักหากไม่ใช้ปัญญา ก็มีพิษ รับพิษ พบพิษอย่างหนักหน่วงน่ะ ลูกเอ๋ย........ สาธุ.....สาธุ.....สาธุ
ที่มาของเรื่องนี้
เป็นผลมาจากการปฏิบัติพระกรรมฐานของท่านผู้หนึ่ง (ขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่) ซึ่งท่านปฏิบัติพระกรรมฐานตามคำสอนของหลวงพ่อพระราชพรหมยานเถระ (ฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง อุทัยธานี เป็นเวลานานมาแล้ว ท่านได้รับสัมผัสทางจิตจากท่านที่ละสังขารไปแล้ว มาสั่งสอนให้ความรู้นี้แก่ท่าน และท่านได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตจากท่าน เพื่อนำเอามาลงเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ท ท่านก็เมตตาอนุญาต โดยเขียนต้นฉบับมาให้ตามที่ท่านได้รับสัมผัสมาโดยตรงทุกประการ มิได้แต่งขึ้นเองเลย นอกจากจะเปลี่ยนใช้คำพูดที่ง่ายต่อการเข้าใจของท่านผู้อ่านเพียงบางคำเท่านั้น
http://www.larnbuddhism.com
Dec. 18, 2007 10:13 -
3 comments
แบ่งปันกันอ่าน แต่จะมีกี่คนที่คิดอย่างนี้หละเนี่ย อิอิ ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ แฟนผมไม่ได้ขี้งอน เธอแค่ไม่พอใจที่ผมเบี้ยวนัดเธอ
แฟนผมไม่ได้ขี้บ่น เธอแค่สอนให้ผมเป็นคนมีระเบียบบ้าง
แฟนผมไม่ได้ขี้หึง เธอแค่ไม่อยากเสียผมไปให้คนอื่น
แฟนผมไม่ได้จู้จี้ เธอแค่อยากรู้ว่าผมอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ เพราะเธอเป็นห่วง
แฟนผมไม่ได้เรียบร้อย อ่อนหวาน น่ารัก เพราะเธอไม่อยากให้ผมต้องคอยตามเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลา เธออยากเข้มแข็งด้วยตัวเอง
แฟนผมทำกับข้าวไม่อร่อย เพราะเธอเพิ่งจะฝึกทำกับแม่ของเธอ เพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ้านที่ดี
แฟนผมไม่สวย แต่มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเจอกันและทำให้ผมรักเธอ
แฟนผมไม่รวย แต่เธอไม่เคยใช้เงินเกินมือ และรู้จักเก็บออม
แฟนผมไม่ได้งก เธอแค่สอนให้รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์
แฟนผมไม่ได้งี่เง่า เธอแค่อยากใช้เวลาบางส่วนของผมเพื่อให้เราได้อยู่ด้วยกัน
แฟนผมเอาใจไม่เก่ง เพราะเธอเสแสร้งไม่เป็น และเธอก็ไม่เคยเอาอกเอาใจใครมาก่อน
แฟนผม สอนให้ผมรู้จักความอบอุ่นที่ไม่ได้มาจากแม่
แฟนผม สอนให้ผมรู้การเอาใจเขามาใส่ใจเรา
แฟนผม สอนให้ผมทำเรื่องดีๆที่ไม่ใช่การโดดเรียน
แฟนผม สอนให้ผมรู้คุณค่าของเวลาทุกนาที และผมก็ใช้มันอยู่กับเธอ
แฟนผม สอนให้ผมรู้ว่าเซ๊กส์กับรักไม่ได้สัมพันธ์กันเสมอไป
แฟนผม สอนให้ผมรู้ถึงความหวังดีของแม่ที่ผมมองข้ามมาตลอด
แฟนผม สอนให้ผมรู้จักคำว่า รักบริสุทธิ์”
แฟนผม สอนให้ผมเห็นคุณค่าของชีวิต
แฟนผม สอนให้ผมรู้ว่า ผู้ชายขาดผู้หญิงไม่ได้จริงๆ
ที่มา อารมณ์ดีดอทคอม
Dec. 14, 2007 17:57 -
8 comments
ตอนนี้มีของอยากได้มากมายก่ายกองเลย อยากได้กล้อง อยากได้ PC อยากได้ไม้แบต จะซื้ออะไรก่อนดีเนี่ย หลักพันอัพทุกอย่างเลย จะว่าไป กล้อง กับ PC นี่หลักหมื่นนะเนี่ย กะตังค์ก็มีแสนจะน้อยนิด T_T ใครเชี่ยวชาญเรื่องกล้องเข้ามาแนะนำกันหน่อยนะค๊า -/-
Dec. 11, 2007 10:34 -
6 comments
- [ post comment ]
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่มีเรื่องไม่สบายใจ รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าถ้าทำแบบนี้ สักวันจะต้องโดนพูดถึงเรื่องนี้แน่นอน และแล้ววันนี้ก็โดนพูดถึงจนได้ พอเราฟังแล้วก็อดที่จะไม่สบายใจไม่ได้อยู่ดี บางทีสิ่งแวดล้อมสังคมที่เราโตมามันไม่สามารถยอมรับเรื่องบางเรื่องได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้สำหรับบางสังคมอาจดูเป็นเรื่องปกติ อยากจะทำอะไรตามใจอย่างอิสระ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสังคมรอบตัวเราจัง เบื่อกับการที่คนนู้นจะมองเราไม่ดี คนนี้จะมองเราไม่ดี คำพูดของคนอื่นๆที่พูดกันไปตามปากตามความคิดในแง่ลบ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา แต่มันทำให้ครอบครัวเราต้องค่อยระวังกับสายตา กับคำพูดของคนอื่น แล้วก็มาเตือนมาห้ามเราในหลายๆเรื่อง บางคนบอกว่าชีวิตคนก็มันก็มีกันไม่ถึงร้อยปี เพราะงั้นก็ใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่า ทำอะไรที่อยากทำ(แต่ไม่เดือนร้อนคนอื่น) บางคนบอกว่าทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก คนอื่นจะคิดอย่างไร สังคมจะมองแบบไหน พ่อ แม่ ญาติ พี่ น้อง จะคิดอย่างไร อยากจะทำอะไรต่างๆนานา โดยไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้นจังเลย T_T เฮออออออ ไม่สบายใจว้อยยยยยยยยยยยยย
|