Search:
HomeSearchInviteTrip&TrickEntertainmentUpdate news Signup Login
 

ขอแนะนำ concept HR 2.0
Dec. 9, 2007 22:54 - [ post comment ]
ผมเห็นว่าหลายหลายวันที่ผ่านมานั้น มีคนเข้ามาแวะเยี่ยมชม profile ของผมพร้อมกับทิ้ง comments เอาไว้มากมาย
บ้างก็ขอเบอร์โทรศัพท์ บ้างก็ขอนัดเดทไปทานข้าว
ผมเองซึ่งปรกตินั้นก็ป๊อปพิวล่าห์อยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องปฏิเสธไป
ลำบากใจอยู่เหมือนกันแต่ก็ต้อง.....

ตื่นขึ้นมาสู่โลกแห่งฟาร์มเป็นจริงกันดีกว่า

ขออนุญาตไม่พูดพร่ำทำเพลง
ผมเห็นใน join worker หลายคนดำรงอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ หรืออื่นอื่น กันเป็นประชากรส่วนใหญ่
หลายคนคงเข้าใจ concept ของ web 2.0 กันไม่มาก ก็มากมากมากมาก
ดังนั้น HR 2.0 ที่หลายหลายคนสงสัยมันก็ไม่พ้น concept กันมากนัก

เอาเป็นว่า entry นี้ขอ intro เอาำไว้คร่าวคร่าวก่อนก็เลี้ยวกัน

เผอิญผมอ่านนิตยสาร Positioning ฉบับหน้าปกเรื่อง Blog Culture เลยได้ทราบว่า เดี๋ยวนี้ประเทศไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจกับ 2.0 มากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Blog, การใส่ tag หรือ การทำ CRM ผ่านหนัาเวป พอมีเวลาว่างก็เลยลองเสิร์จ google หาดูว่ามันมีใครบนโลกนี้ที่ทำ HR 2.0 หรือเปล่า?

และแล้วก็เจอเข้าจนได้  เป็น Blogger ที่ทำงานอยู่ที่ Sun ทั้งคู่เลยครับ คนหนึ่งนั้นผมเข้าใจว่าจะเป็น HR ลองอ่าน blog เค้าดู ที่นี่ ส่วนอีกคนเข้าใจว่าน่าจะเป็น Web Developer คนนี้เค้าเอา concept 2.0 ไปใช้ที่แผนกเค้า พัฒนาเป็น CE 2.0 (Community Equity) ลองอ่านรายละเอียดได้จาก blog ของเค้า

หลังจากที่ผมได้อ่านลายแทงขุมทรัพย์ทั้งสองเข้าไป มือข้างหนึ่งก็หยิบพลั่ว อีกข้างก็หยิบลิโพขึ้นมากิน แล้วก็ระดมสมองที่ไม่ค่อยได้ใช้มานั่งเขียน plan HR 2.0 ในเมืองไทยขึ้นมาทันที

โดยผมสรุปแบบมวลรวมเอาไว้ง่ายๆ ส่วนแบบ ยากๆ เอาไว้เขียนที่ blog หลัก อีกทีครับ

HR 2.0's Concept
  • เน้นความเป็น "องค์กรแห่งการเรียนรู้" หรือ Learning Organization โดย HR เป็นโต้โผ โต้คลื่น โต้วาที พอๆๆ ในเรื่องของแม่เล้า เอ้ย แม่งาน อาทิ การจัดทำ Internal Blog บังคับให้ Tacit worker หรือ พวกที่เป็น Role Model ขององค์กร (อาจจะเป็นคนที่เก่งมากมากในองค์กรนั้นนั้น) มาเขียน blog เพื่อ แชร์ฟาร์มรู้ฟาร์มสามารถ แน่นอน ตรงนี้กำหนดไว้เป็น KPI
  • กระจายการสื่อสารภายในผ่าน Intranet กระชับองค์ความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันด้วยระบบ Tag Si (อ่านว่า แทก(กู)สิ ปล. อย่าริอ่านเติมตัว n หลัง Si เด็ดขาด)
  • HR เป็นสื่อกลางในการทำกลยุทธ์ต่างต่าง พัฒนา และปฏิรูปตนเองขึ้นมาให้เป็น Business Partner ให้ได้ ดึงตัวเองให้หลุดจากกรอบของ Operation Support เพียงอย่างเดียว
  • ไม่เน้นแต่เรื่องการ Recruit Potential แต่รักษาคนไว้นานนานไม่ได้ หันไปเล่นเรื่อง Retaining และ Succession Planning หรือระบบตัวตายตัวแทน ให้มากขึ้น เพื่อทำให้ คนที่ทำงานในองค์กร เกิดความรักองค์กร และไม่สนใจเรื่อง salary มากจนโอเวอร์ เอะอะอะไรก็ขึ้นเงินเดือนๆๆๆ
ฯลฯ

แต่เนื่องจากในปัจจุบัน ผมพบว่า กว่าครึ่งหนึ่งใน HR (หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า HR แบ่งออกได้เป็น Compensation and Benefit -เรียกย่อๆ ว่า Com and Ben หรือ C'n'B , Recruitment , Employee Relations , Training , Development , HR Information System , Payroll , Admin บลาๆ แล้วแต่บริษัท แต่ที่ยกๆ มานั้น มักจะเป็น standard ที่พบเห็นได้ทั่วไป) นั้น เป็นคนที่ยังไม่ยอมรับเรื่อง Technology ในการอำนวยความสะดวกเท่าไรนัก

เรื่องง่ายง่าย อาทิ การทำ iBanking ค่ารักษาพยาบาล พอพนักงานเข้าโรงบาล ป๊าบ! โชว์สิทธ์ ตูม! HR เอาเข้าระบบ เปรี้ยง คว้างงง ควับบบ ผ่างงง! ธนาคารก็ ทำ Batch ทีละหลายๆ บัญชี แล้ว ส่ง sms เข้ารายคนไปเลย ง่ายมากมาย HR แค่ทำงานเอกสารบางอย่างเท่านั้น ไม่ต้องไปเดินเรื่องบัญชี และอะไรต่อมิอะไร

นี่เป็นการตอบคำถามว่าทำไม โปรแกรมอย่าง Compu , People Soft หรือ Power Vision มันถึงได้แพงนัก
เพราะ HR ยังไม่สามารถเข้าถึงความสำคัญของการลดงานพวกนี้ได้น่ะสิ!

วันนี้เอาเท่านี้ก่อน
เพิ่งกลับมาจาก Loveis ที่เขาใหญ่ น้ำค้างเล่นเอาคอระบมไม่หมดเลย
รักษาสุขภาพกันนะครับ
RT.Rising

Comments

Comment by risingtop on Dec. 10, 2007 07:50
@Banky
ใช่ครับ คนเรามักไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคนที่เรียกว่าเป็นปู่โสมย่าโสมทั้งหลาย ไม่ได้มองว่าเค้าหัวโบราณนะครับ เพียงแต่คนเหล่านี้ยังไม่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างต่างแบบ change หรือ risk management ให้ดีพอ

คุณ โทมัส ฟริกแมน (เขียนมั่ว) ที่เขียนหนังสือเรื่อง The world is flat (แปลเป็นไทยแล้วสามเล่ม ชื่อเรื่อง "ใครว่าโลกกลม") เคยยกตัวอย่างคำพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงเอาไว้ประมาณว่า

"การเปลี่ยนแปลงนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าต้องเปลี่ยน ก็ควรหันมาทำความเข้าใจกับมันเสียมากกว่าหาทางหลบเลี่ยง"

เรื่องระบบ IT หรือ การ Training ให้หับ User นั้น ผมมองว่ามันเป็น Compulsory เลย คือ "ต้อง" ให้ ไม่ใช่ ใครไม่รู้ไม่เป็นไร

ผมเห็นบางที่ ไม่ยอมทำ iBanking เพราะอยากเป็นคนตรวจเช็คทุกฉบับเองมากกว่าตัวเลขดิจิตั่ล แต่กลับอยากได้โปรแกรมมาทำ Time Attendance (ตัวละหลายล้าน) ใจจะขาด เพราะขี้เกียจทำงาน routine ตกลงจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนกันล่ะเนี่ยประชาชนคร้าบ...
 
Comment by Banky on Dec. 10, 2007 00:14
ผมก็เพิ่งรู้นะครับ ว่ามันแบ่งย่อยได้เยอะ(จังเลย)

ด้านเทคนิค หรือระบบ ผมว่ามันไม่ใช่ปัญหาว่าทำไม่ได้นะ

แต่ผมว่ามันขึ้นอยู่กับงบประมาณในการจัดทำและความสามารถของผู้ใช้มากกว่า บางครั้งทำระบบไว้ดีเลิศ แต่มีคนใช้เป็นน้อยมาก ทำให้เกิดการต่อต้าน เป็นเรื่องปกติของระบบใหม่ที่ถูกนำมาใช้ในองค์กร user มักจะคิดว่า ระบบเดิมทำมาตลอดก็ดีอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องเรียนรู้อะไรใหม่เลย

ผมคิดว่า ความเปลี่ยนแปลง ระดับความรู้ด้าน it และงบประมาณ คงเป็นตัวแปลสำคัญกับระบบนี้มาก ๆ เลยล่ะ
 
Comment by nblue on Dec. 9, 2007 23:51
ความรู้ใหม่เลย ขอบคุณมากครับ